ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
AKAMI Performance Marketing Agency

Analytics

ROAS คืออะไร วิธีคิดจุดคุ้มทุนจากกำไรขั้นต้นจริง ไม่ใช่ตัวเลขมาตรฐานของใคร

ROAS คืออะไร และทำไมการคำนวณ ROAS ด้วยกำไรขั้นต้นจริงของธุรกิจจึงสำคัญกว่าใช้ตัวเลขมาตรฐาน เปิดสูตรคิดแบบเจาะลึกพร้อมตัวอย่างจริงที่เจ้าของธุรกิจควรรู้

อ่านประมาณ 8 นาที

ภาพหน้าปกบทความ ROAS คืออะไร วิธีคิดจุดคุ้มทุนจากกำไรขั้นต้นจริง ไม่ใช่ตัวเลขมาตรฐานของใคร

เวลาพูดถึงการยิงโฆษณาออนไลน์ หนึ่งในตัวชี้วัดที่ทุกคนพูดถึงคือ ROAS คืออะไร หลายคนเข้าใจว่าแค่ยิ่งตัวเลขสูงยิ่งดี แต่ถ้าถามลึกลงไป ROAS เท่าไหร่ถึงคุ้มจริงสำหรับแต่ละธุรกิจ กลับไม่มีคำตอบเดียวกัน บทความนี้จะพาเจาะลึกวิธีคำนวณ ROAS จากกำไรขั้นต้นจริง ไม่อิงสูตรมาตรฐานของใคร เพื่อให้คุณรู้จุดคุ้มทุนที่แท้จริงของธุรกิจตัวเอง

สิ่งที่เจอบ่อยจากการปรึกษาธุรกิจ คือเจ้าของร้านหรือแม้แต่ทีมมาร์เก็ตติ้งมักใช้ค่า ROAS อ้างอิงที่ได้ยินกันทั่วไป เช่น 3 เท่า หรือ 5 เท่าโดยไม่เคยคำนวณจากต้นทุนจริงของตัวเอง ผลคืออาจคิดว่าแคมเปญกำไรทั้งที่จริงกำลังขาดทุน บทความนี้จะอธิบายหมดว่าทำไม ROAS คืออะไรถึงต้องคำนวณเอง พร้อมตัวอย่างละเอียดที่ใช้ได้กับทุกอุตสาหกรรม

อ่านจบแล้ว คุณจะรู้วิธีคิด ROAS ด้วยกำไรขั้นต้นจริง รู้ข้อผิดพลาดที่ต้องระวัง และเข้าใจวิธีประเมิน ROAS เท่าไหร่ถึงคุ้มกับสถานการณ์ธุรกิจของตัวเองแบบไม่ต้องเดาอีกต่อไป

ROAS คืออะไร และทำไมต้องเข้าใจให้ถูกวิธี

ROAS คืออะไร หลายคนตอบว่าคือ Return on Ad Spend หรือรายได้ที่ได้จากทุกบาทที่จ่ายค่าโฆษณา แต่ในทางปฏิบัติ ความหมายของ ROAS จะเปลี่ยนไปทันทีเมื่อเราเริ่มเอามาคิดกับกำไรขั้นต้นจริง ไม่ใช่แค่ยอดขายรวมที่เกิดจากโฆษณา

สิ่งที่คุยกับลูกค้าบ่อยมากคือ ROAS ที่สูงอาจไม่ใช่คำตอบเสมอไป เพราะถ้าต้นทุนสินค้าสูงหรือธุรกิจมีค่าใช้จ่ายแฝงอื่น ๆ ยอดขายที่เห็นอาจไม่ได้สะท้อนกำไรจริง การเข้าใจ ROAS คืออะไรจึงต้องมองให้ลึกกว่าตัวเลขบน Dashboard

Google Ads Help และ Meta Business Help ต่างก็ระบุว่า ROAS เป็นเพียงตัวชี้วัดประสิทธิภาพที่ต้องจับคู่กับข้อมูลต้นทุนรวมของธุรกิจ หากอ้างอิงแต่ตัวเลขเฉลี่ยที่คนอื่นใช้ โอกาสขาดทุนมีมากกว่าที่คิด

สูตรคำนวณ ROAS ที่เจ้าของธุรกิจต้องรู้

สูตรพื้นฐานของ ROAS คืออะไร อธิบายง่าย ๆ คือ ROAS = รายได้จากการขาย / ค่าใช้จ่ายโฆษณา ตัวเลขนี้ดูเหมือนตรงไปตรงมา แต่ในความเป็นจริงควรใส่รายละเอียดมากกว่านั้น โดยเฉพาะถ้าอยากรู้ ROAS เท่าไหร่ถึงคุ้ม

จากประสบการณ์ตรง สูตรที่แนะนำให้ใช้สำหรับวางแผนและประเมินแคมเปญคือ คำนวณ ROAS จากกำไรขั้นต้น (Gross Profit) ไม่ใช่ยอดขายรวม การทำแบบนี้จะช่วยให้คุณรู้ว่าทุกบาทที่จ่ายไป ได้กำไรกลับมาจริงเท่าไหร่

สรุปเป็นขั้นตอนที่ใช้ได้จริงดังนี้

  • นำรายได้จากการขายที่เกิดจากโฆษณา หักต้นทุนสินค้า (COGS) ออกก่อน เหลือเป็นกำไรขั้นต้น
  • นำกำไรขั้นต้นที่ได้ หารด้วยค่าใช้จ่ายโฆษณาทั้งหมดในช่วงเดียวกัน
  • ผลลัพธ์ที่ได้ คือ ROAS ที่สะท้อนกำไรขั้นต้นจริง

ตัวอย่างสมมติ: ขายสินค้าได้ 100,000 บาท ต้นทุนสินค้า 60,000 บาท กำไรขั้นต้น 40,000 บาท จ่ายโฆษณา 20,000 บาท ROAS จากกำไรขั้นต้น = 40,000 / 20,000 = 2 เท่า ไม่ใช่ 5 เท่าแบบที่คำนวณจากยอดขายรวม

ข้อผิดพลาดที่เจอบ่อยกับการวัด ROAS คืออะไร

พบเจอบ่อยมากจากการตรวจบัญชีโฆษณาให้ลูกค้า คือการใช้ ROAS จากยอดขายรวมโดยไม่หักต้นทุน แม้กระทั่งแบรนด์ใหญ่ก็ยังพลาดจุดนี้ ส่งผลให้ประเมินศักยภาพแคมเปญผิดพลาดและวางแผนงบประมาณผิด

อีกเคสที่เกิดบ่อยคือคิด ROAS จากยอดขายทั้งร้าน ไม่แยกยอดที่มาจากโฆษณาและยอด Organic ทำให้ตัวเลข ROAS สูงเกินจริงและอาจหลงทางกับกลยุทธ์

สิ่งที่ต้องระวังคือ การอ้างค่า ROAS มาตรฐาน เช่น 3 เท่า หรือ 5 เท่าโดยไม่ได้ดูต้นทุนจริงของสินค้าและบริการตัวเอง ไม่ว่าจะอ่านจากกรณีศึกษาหรือฟังจากที่ปรึกษา ควรดึงข้อมูลของตัวเองมาคำนวณทุกครั้ง

ROAS เท่าไหร่ถึงคุ้ม: ไม่มีสูตรสำเร็จ แต่คิดเองได้

ข้อนี้เป็นคำถามที่คนทำโฆษณาถามบ่อยที่สุด ROAS เท่าไหร่ถึงคุ้ม คำตอบตรง ๆ คือไม่มีสูตรตายตัว เพราะแต่ละธุรกิจมีต้นทุนและโครงสร้างกำไรไม่เท่ากัน การนำ ROAS คืออะไรไปเปรียบเทียบกับธุรกิจอื่นจึงไม่ช่วยให้เห็นจุดคุ้มทุนจริง

สิ่งที่ต้องทำคือคำนวณ ROAS จากกำไรขั้นต้นของตัวเองทุกครั้ง แล้วเปรียบเทียบกับเป้าหมายกำไรที่ต้องการ สมมติธุรกิจต้องการกำไรขั้นต้น 30,000 บาทต่อเดือน และมีงบโฆษณา 10,000 บาท ROAS ขั้นต่ำที่ต้องการคือ 3 เท่า (30,000 / 10,000)

ประสบการณ์ตรงพบว่า ถ้าต้นทุนสินค้าแต่ละตัวต่างกันมาก ควรแยกคำนวณ ROAS รายกลุ่มสินค้า ไม่ควรใช้ค่าเฉลี่ยรวมทั้งร้าน จะเห็นจุดคุ้มทุนที่ชัดเจนกว่าและวางแผนขยายแคมเปญได้แม่นยำขึ้น

ปัจจัยที่ควรใส่ใจในการคำนวณ ROAS คืออะไร

ROAS คืออะไรในความหมายที่ลึกขึ้น ต้องรวมปัจจัยที่หลายคนมองข้าม เช่น ค่าขนส่ง ค่าคืนสินค้า โปรโมชั่น และต้นทุนแฝงอื่น ๆ ที่อาจกินกำไรโดยที่ไม่ได้บันทึกไว้ในสูตร ROAS แบบดั้งเดิม

จากการวางแผนแคมเปญให้ลูกค้า พบว่าธุรกิจที่รวมต้นทุนแฝงเหล่านี้เข้าไปในการคำนวณ ROAS มักมีโอกาสขาดทุนน้อยลง เพราะเห็นภาพกำไรชัดเจนกว่า การตั้งเป้า ROAS เท่าไหร่ถึงคุ้มจึงควรอิงจากกำไรสุทธิ (Net Profit) ในกรณีที่ธุรกิจมีค่าใช้จ่ายแฝงสูง

Meta Business Help ชี้ว่า ควรตรวจสอบต้นทุนทั้งหมดก่อนตั้งเป้า ROAS และประเมินซ้ำทุกไตรมาส เพื่อปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริงของตลาดและธุรกิจ

นำ ROAS ไปใช้วางแผนและปรับกลยุทธ์ธุรกิจอย่างไร

เมื่อรู้แล้วว่า ROAS คืออะไรและควรคำนวณอย่างไร ขั้นต่อไปคือการนำค่า ROAS ไปใช้ตัดสินใจจริง ไม่ว่าจะเป็นการปรับงบประมาณโฆษณา หยุดแคมเปญที่ไม่คุ้ม หรือเลือกขยายเฉพาะกลุ่มสินค้าที่ให้กำไรดี

จากประสบการณ์ตรง แนะนำให้วางเป้า ROAS ขั้นต่ำที่ได้จากกำไรขั้นต้นจริง แล้วตั้งเป้าขยายขึ้นทีละน้อยเมื่อประสิทธิภาพดีขึ้น ที่สำคัญ ควรติดตามผลลัพธ์รายสัปดาห์และปรับกลยุทธ์ร่วมกับทีม Performance Advertising มืออาชีพ เช่น Performance Ads

หากธุรกิจมีหลายช่องทางขาย ควรแยกคำนวณ ROAS แต่ละช่องทาง เพื่อดูว่าช่องทางใดสร้างกำไรได้จริงและควรโฟกัสตรงไหน ไม่ควรนำ ROAS รวมมาคิดเป็นค่าเฉลี่ยเดียว

ทำไม ROAS ในแดชบอร์ดกับ ROAS จริงในบัญชีไม่ตรงกัน

คำถามที่ตามมาหลังเข้าใจว่า ROAS คืออะไร แล้วคือ ทำไมตัวเลขที่แพลตฟอร์มรายงานถึงสวยกว่ายอดขายที่เห็นในระบบหลังบ้านเสมอ สาเหตุหลักคือแต่ละแพลตฟอร์มนับยอดที่ตัวเองมีส่วนเกี่ยวข้องเป็นของตัวเองทั้งก้อน ลูกค้าคนเดียวที่เห็นโฆษณา Facebook แล้วมาค้นชื่อแบรนด์ใน Google ก่อนจะซื้อ จึงถูกนับเป็นยอดขายทั้งสองฝั่ง เอาตัวเลขจากสองแดชบอร์ดมาบวกกันเมื่อไร ยอดรวมจะเกินความจริงทันที

อีกสาเหตุคือกรอบเวลาที่ใช้นับ ถ้าตั้งไว้ว่าให้เครดิตการซื้อภายในเจ็ดวันหลังคลิก ยอดที่เกิดวันนี้จากโฆษณาเมื่อหกวันก่อนจะถูกนับกลับไปเป็นของวันที่คลิก ทำให้ตัวเลขของสัปดาห์ที่เพิ่งผ่านไปยังขยับได้อีกหลายวัน การรีบสรุปผลจึงมักได้ข้อสรุปที่ต้องกลับมาแก้ทีหลัง

ทางออกที่ใช้ได้จริงไม่ใช่การตามหาตัวเลขที่ถูกที่สุด แต่คือการเลือกแหล่งเดียวเป็นตัวตัดสินใจ แล้วใช้ตัวเลขของแพลตฟอร์มเป็นเครื่องมือเปรียบเทียบภายในของมันเองเท่านั้น สำหรับธุรกิจส่วนใหญ่ แหล่งที่ควรยึดคือยอดขายจริงในระบบหลังบ้าน เทียบกับค่าโฆษณารวมทุกช่องทางในเดือนเดียวกัน วิธีนี้ตอบคำถามที่เจ้าของธุรกิจอยากรู้จริง ๆ ได้ตรงกว่า และเป็นตัวเลขเดียวที่ใช้คุยกันได้ทั้งทีม

บทสรุป: ROAS คืออะไร จุดคุ้มทุนที่คุณต้องรู้เอง

ROAS คืออะไร ไม่ใช่แค่ตัวเลขที่ดูสูงแล้วมั่นใจว่าแคมเปญมีกำไร การคำนวณ ROAS จากกำไรขั้นต้นจริงของธุรกิจเท่านั้นที่จะทำให้รู้จุดคุ้มทุนที่แท้จริง และช่วยลดความเสี่ยงขาดทุน

ไม่ควรอ้างอิง ROAS มาตรฐานจากที่อื่นโดยไม่ดูต้นทุนของตัวเอง และต้องใส่รายละเอียดต้นทุนทุกอย่างเข้าไปในการวางแผน คำนวณใหม่ทุกครั้งที่ต้นทุนเปลี่ยน

ถ้าอยากให้แคมเปญโฆษณาสร้างกำไรแบบยั่งยืน เริ่มต้นด้วยการเข้าใจ ROAS คืออะไรในแบบที่ตรงกับธุรกิจของคุณเอง เปลี่ยนงบโฆษณาให้เป็น Growth ที่วัดผลได้ ดีกว่าคาดเดาจากตัวเลขใคร

ROAS ที่ดีสำหรับธุรกิจหนึ่ง อาจไม่ใช่จุดคุ้มทุนของธุรกิจคุณ อย่าให้ตัวเลขมาตรฐานบังตากำไรที่แท้จริง

คำถามที่พบบ่อย

  • ROAS คืออะไร และแตกต่างจาก ROI อย่างไร?

    ROAS คือ Return on Ad Spend วัดรายได้ต่อค่าโฆษณาที่จ่าย ส่วน ROI คือ Return on Investment วัดกำไรสุทธิหลังหักต้นทุนทุกอย่าง ROAS โฟกัสที่ประสิทธิภาพโฆษณา ส่วน ROI มองภาพรวมธุรกิจ

  • วิธีคำนวณ ROAS ที่ถูกต้องควรคิดจากอะไร?

    ควรคำนวณ ROAS จากกำไรขั้นต้นจริง (รายได้จากโฆษณาหักต้นทุนสินค้า) แล้วนำไปหารค่าใช้จ่ายโฆษณา จะได้ตัวเลขที่สะท้อนจุดคุ้มทุนของธุรกิจตนเอง

  • ROAS เท่าไหร่ถึงคุ้มสำหรับธุรกิจของฉัน?

    ขึ้นอยู่กับโครงสร้างต้นทุนและกำไรของแต่ละธุรกิจ ไม่มีสูตรตายตัว ต้องคำนวณ ROAS จากกำไรขั้นต้นจริงของตัวเองเสมอ แล้วตั้งเป้าหมายตามกำไรที่ต้องการ

  • ควรเปรียบเทียบ ROAS กับธุรกิจอื่นหรือไม่?

    ไม่ควร เพราะ ROAS ที่เหมาะสมขึ้นกับต้นทุนและกลยุทธ์แต่ละธุรกิจ การเปรียบเทียบกับธุรกิจอื่นอาจทำให้ตัดสินใจผิดพลาด ควรยึดข้อมูลจริงของตัวเอง

  • ควรปรับแผนอย่างไรถ้า ROAS ต่ำกว่าที่ตั้งไว้?

    ให้ตรวจสอบต้นทุนสินค้า แคมเปญโฆษณา และกลุ่มเป้าหมาย อาจต้องลดต้นทุนหรือปรับกลยุทธ์โฆษณา วิเคราะห์แยกเป็นรายกลุ่มสินค้าเพื่อหาตัวที่คุ้มทุนและปรับงบให้เหมาะสม

Let's Talk Growth

พร้อมเปลี่ยน Marketing
ให้เป็น Growth ที่วัดผลได้ หรือยัง?

เล่าเป้าหมายของธุรกิจให้เราฟัง แล้วทีม AKAMI จะช่วยวิเคราะห์ Channel, Website และโอกาสในการเติบโตให้คุณ

หรือโทรหาเราโดยตรงที่ 085-541-9449 (Mickey)